วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552
รัฐบาลคลานเต่าไทยเข้าป่าช้า ส.อ.ท.วอนวุฒิสภา เร่งมาร์ค 1 อัดฉีดเศรษฐกิจ
นาย กฤษณกร สารพันวงศ์ เลขทะเบียน 4901202151
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ว่า ส.อ.ท.ได้หารือถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มีปัจจัย 3 ด้าน ที่น่าวิตก คือ 1. ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว 2. ปัญหาการเมืองในประเทศ และ 3. ปัญหาการว่างงาน โดยได้เสนอให้สมาชิกวุฒิสภาช่วยหาทางผลักดันให้รัฐบาลเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณที่รอการใช้จ่าย 100,000 ล้านบาท ให้เร็วที่สุด ควบคู่ไปกับการอัดฉีดเงินงบประมาณกลางปีที่รัฐบาลกำหนดไว้อีก 300,000 ล้านบาท ให้เป็นรูปธรรมใน 3 เดือน หากไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวติดลบได้
“ไตรมาสแรกของปีนี้ หากภาคอุตสาหกรรมยังมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศทยอยเข้ามาก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ในความเป็นจริงแล้วออเดอร์ ทยอยลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกคงขยายตัวได้ลำบาก ปีนี้รัฐบาลจึงต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว โดยเฉพาะเน้นการเติบโตของการใช้จ่ายภายในประเทศ อย่าไปหวังพึ่งตลาดส่งออก เพราะจะมียอดส่งออกที่ลดลงเหมือนกันกับทุกอย่าง และต้องเลิกหวังที่จะพึ่งพาตลาดส่งออกหลัก เช่นสหภาพยุโรป สหรัฐฯ อีกต่อไป เพราะประเทศเหล่านี้ก็เผชิญปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเช่นกัน”
นายสันติกล่าวว่า ส.อ.ท.ยังได้เสนอให้วุฒิ สภาช่วยเร่งผลักดันกฎหมายหลักประกัน ที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสินค้าคงคลังที่ผู้ประกอบการจะสามารถเอามาจำนำหรือเป็นหลักค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะช่วยเหลือให้วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น เนื่องจากปัญหาขณะนี้เงินเฟ้อที่ต่ำลงเริ่มส่งผลให้เกิดภาวะเงินตึงตัว
ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ เป็นลักษณะวิกฤติซ้อนวิกฤติ คือ 1. ความเสี่ยงจากปัจจัยการเมือง-รัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพและสังคมแตกแยกที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2 ปี 2. ความเสี่ยงที่เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่หดตัวส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยและการลงทุนของไทย 3. วิกฤติความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลโดยเฉพาะความวุ่นวายทางการเมืองและปัญหาความมั่นคงชายแดน ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเมื่อเดือน ธ.ค. ลดเหลือเพียง 38.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี และในปีนี้ รัฐบาลก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาการประท้วง ทั้งด้านการเมืองที่แบ่งฝ่าย แรงงานว่างงาน และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
ทั้งนี้ ปัญหาการว่างงานที่สูงขึ้นจะเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของรัฐบาลและสังคมไทย เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะเหลือประมาณ 1.5-2.5% จากปีที่แล้วที่อยู่ระดับ 3.9-4% ทั้งนี้ วิกฤติเศรษฐกิจปีนี้ จะเป็นด้านตลาดส่งออกที่หดตัวลง ส่งผลต่อสภาพคล่องและภาคการผลิตที่ต้องชะงักงัน ภาคส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุน จะมีการขยายตัวที่อาจถึงขั้นติดลบได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด โดยประเมินตัวเลขว่างงานที่สัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไตรมาสแรกผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะเติบโต 0.5-1.0% การว่างงานจะอยู่ที่ 1.8% หรือคิดเป็น 630,000 คน ไตรมาส 2 จีดีพีจะอยู่ที่ 0% ทำให้การว่างงานอยู่ที่ 2.5% หรือประมาณ 1,000,000 คน
“รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหาการว่างงานให้ตรงจุด โดยเสนอให้นำงบประมาณ 25,000 ล้านบาท ของคณะกรรมการแก้ปัญหาการว่างงานมาลงทุนจ้างงานในภาคชนบท และจับคู่แรงงาน ป้อนให้อุตสาหกรรมที่ยังต้องการแรงงานอย่างรวดเร็วที่สุด เพราะรัฐบาลไม่มีเวลาฮันนีมูนแล้ว ซึ่งการว่างงานและราคาพืชเกษตรตกต่ำจะเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล”
ทั้งนี้ จากการสุ่มตัวอย่างของ ส.อ.ท.พบว่าผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของ ส.อ.ท.ทั่วประเทศในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า 96.4% ตอบแบบ สอบถามว่า กิจการที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่หดตัว แบ่งเป็นผลกระทบรุนแรง 2.7% ผลกระทบปานกลาง 53.3% และผลกระทบน้อย 4.4% โดยแนวโน้มการลดจำนวนคนงานและเลิกจ้าง 12.4% ยังไม่แน่ใจว่าจะเลิกจ้างงาน 31.6% และไม่มีนโยบายเลิกจ้าง 56% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเลิกจ้างจะมีสูง แม้ว่าจะเป็นตัวเลขประมาณการแต่สะท้อนให้ภาครัฐจะต้องเตรียมมาตรการรองรับ
ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=118069
คำถามท้ายบทความ
1. ปัจจัย 3 ด้านที่น่าวิตกกังวลของเศรษฐกิจไทยโดยรวม มีอะไรบ้าง
2. ตัวเลขว่างงานที่สัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของไทยจะเป็นอย่างไร
3. สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมมีลักษณะวิกฤติซ้อนวิกฤติ เกิดจากอะไร
วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552
สปส.จับมือ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้ 4 พันล. แก้ปัญหาว่างงาน 1 แสนคน
นายอมร ทรงพัฒนาศิลป์ เลขทะเบียน 4901202121
ข้อ 2 โครงการช่วยเหลือโดยการปล่อยกู้นั้น แบ่งออกเป็นกี่โครงการ ช่วยเหลือใครบ้าง
ข้อ 3 กองทุนค้ำประกันความเสี่ยงให้กับผู้ส่งออก เป็นแนวทางช่วยเหลืออย่างไร
วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551
เงินบาทร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ22เดือน
เงินบาทร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 22 เดือน

กรุงเทพฯ 6 ธ.ค. - บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด แจ้งว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันลงร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ในวันที่ 3 ธ.ค.51 ซึ่งถือเป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง.เมื่อวันที่ 9 ก.ค.44 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังผ่านสิ้นเดือน อีกทั้งธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงวันหยุดยาว
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นอยู่ในกรอบระหว่างร้อยละ 2.75-3.75 เทียบกับร้อยละ 3.7425-3.75 ในสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะ 1, 7 และ 14 วัน ในช่วงต้นสัปดาห์ยังคงปรับตัวใกล้ระดับร้อยละ 3.75 ก่อนที่จะปรับลงมาที่ร้อยละ 2.75 ในช่วงปลายสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม เงินบาทในประเทศ (Onshore) ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 22 เดือนที่ 35.83 บาทต่อดอลลาร์ฯ เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางปัญหาการเมืองในประเทศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยสู่ "เชิงลบ" จากเดิม "มีเสถียรภาพ" นอกจากนี้ เงินบาทยังถูกกดดันจากกระแสการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. เป็นครั้งแรกในรอบ 16 เดือนอีกด้วย
ทั้งนี้ เงินบาทได้ฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นและลดช่วงติดลบลงบางส่วนในช่วงต่อมา โดยได้รับแรงหนุนจากแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ เพื่อทำกำไรของนักลงทุนและจากปัญหาทางการเมืองที่ได้คลี่คลายลงบางส่วนหลังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคการเมืองและการสลายตัวของกลุ่มผู้ชุมนุม เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง ในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากที่ กนง.สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึงร้อยละ 1 ขณะที่มีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ จากนักลงทุนและผู้นำเข้าเพิ่มเติมเข้ามาในช่วงปลายสัปดาห์ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าในสัปดาห์หน้าวันที่ 8-12 ธ.ค.51 คงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังผ่านช่วงวันหยุดยาว ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.75% จากปลายสัปดาห์ก่อนหน้า ภายใต้ภาวะสภาพคล่องในตลาดเงินที่น่าจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 35.60-35.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยที่ควรจับตา ประกอบด้วย ปัจจัยการเมืองในประเทศ ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ตลอดจนทิศทางของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนความช่วยเหลืออุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) ข้อมูลสตอกสินค้าภาคค้าส่งและภาคธุรกิจ ดุลการค้าเดือนตุลาคม ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาสินค้าส่งออก-นำเข้าเดือนพฤศจิกายน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เป็นต้น.
ที่มา: http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTY4MDc0Jm50eXBlPXRleHQ=
คำถามท้ายเรื่อง
1. ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ ส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง?
2. คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย
มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละเท่าไร?
3. ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ค่าของเงินบาทมีความเคลื่อนไหวตัวทางเศรษฐกิจ?
จัดทำโดย อิศรา หวังศิริเวช 4901202052
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ชิ้นส่วนเดี้ยง สศค.แนะรัฐ ลดภาษีช่วย
น.ส. สุธิดา สุทธิวงศ์ เลขทะเบียน 4901202039
สศค. จึงเห็นว่าภาครัฐควรกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ขณะเดียวกันต้องออกมาตรการลดภาษีเพื่อลดต้นทุนการผลิตแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นการช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์และส่วนประกอบภายในประเทศ เพื่อชดเชยยอดส่งออกไปต่างประเทศที่น่าจะชะลอลงตามภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้
สศค. วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปีนี้ ชะลอตัวลงจากครึ่งแรกของปี เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออกชะลอตัวลง และจะทอดยาวไปถึง ปี 2552
“การบริหารเศรษฐกิจในปี 2552 ที่จะให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นั้น ควรเน้นการกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเน้นการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายรัฐบาล และการดำเนินโครงการของภาครัฐ เป็น แรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง” สศค.ระบุ
ที่มา: http://www.posttoday.com/finance.php?id=19480
วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
พิชิต "โอกาสของผู้กล้า"ฐานะการเงินแข็งแกร่งเลือกหุ้น
วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
วิกฤติการเงินสหรัฐแรงเกินคาด
น.ส. วราภรณ์ วงจันทา เลขทะเบียน 4901202120
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1 วิกฤตการเงินสหรัฐ ส่งผลต่อการส่งออกของไทยอย่างไร และให้ยกตัวอย่างธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
ข้อ 2 สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ไม่แน่นอน จะส่งผลอย่างไรต่อผู้บริโภค และนักลงทุน
ข้อ 3 ภาครัฐมีบทบาทของในการดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
รายชื่อทีมงาน
- 4901202120.....นส. วราภรณ์.......วงจันทา (หัวหน้าทีม)
- 4901202018.....นส. รินรดา..........เชยกีวงศ์
- 4901202039.....นส. สุธิดา...........สุทธิวงศ์
- 4901202052.....นส. อิศรา............หวังศิริเวช
- 4901202121.....นาย อมร.............ทรงพัฒนาศิลป์
- 4901202151.....นาย กฤษณกร.......สารพันวงศ์
- 48120023..........นาย สุรเชษฐ์.......อิงคประเสริฐ