วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

รัฐบาลคลานเต่าไทยเข้าป่าช้า ส.อ.ท.วอนวุฒิสภา เร่งมาร์ค 1 อัดฉีดเศรษฐกิจ

จัดทำบทความโดย
นาย กฤษณกร สารพันวงศ์ เลขทะเบียน 4901202151


นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ว่า ส.อ.ท.ได้หารือถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มีปัจจัย 3 ด้าน ที่น่าวิตก คือ 1. ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว 2. ปัญหาการเมืองในประเทศ และ 3. ปัญหาการว่างงาน โดยได้เสนอให้สมาชิกวุฒิสภาช่วยหาทางผลักดันให้รัฐบาลเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณที่รอการใช้จ่าย 100,000 ล้านบาท ให้เร็วที่สุด ควบคู่ไปกับการอัดฉีดเงินงบประมาณกลางปีที่รัฐบาลกำหนดไว้อีก 300,000 ล้านบาท ให้เป็นรูปธรรมใน 3 เดือน หากไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวติดลบได้

“ไตรมาสแรกของปีนี้ หากภาคอุตสาหกรรมยังมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศทยอยเข้ามาก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ในความเป็นจริงแล้วออเดอร์ ทยอยลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกคงขยายตัวได้ลำบาก ปีนี้รัฐบาลจึงต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว โดยเฉพาะเน้นการเติบโตของการใช้จ่ายภายในประเทศ อย่าไปหวังพึ่งตลาดส่งออก เพราะจะมียอดส่งออกที่ลดลงเหมือนกันกับทุกอย่าง และต้องเลิกหวังที่จะพึ่งพาตลาดส่งออกหลัก เช่นสหภาพยุโรป สหรัฐฯ อีกต่อไป เพราะประเทศเหล่านี้ก็เผชิญปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเช่นกัน”

นายสันติกล่าวว่า ส.อ.ท.ยังได้เสนอให้วุฒิ สภาช่วยเร่งผลักดันกฎหมายหลักประกัน ที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสินค้าคงคลังที่ผู้ประกอบการจะสามารถเอามาจำนำหรือเป็นหลักค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะช่วยเหลือให้วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น เนื่องจากปัญหาขณะนี้เงินเฟ้อที่ต่ำลงเริ่มส่งผลให้เกิดภาวะเงินตึงตัว

ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ เป็นลักษณะวิกฤติซ้อนวิกฤติ คือ 1. ความเสี่ยงจากปัจจัยการเมือง-รัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพและสังคมแตกแยกที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2 ปี 2. ความเสี่ยงที่เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่หดตัวส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยและการลงทุนของไทย 3. วิกฤติความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลโดยเฉพาะความวุ่นวายทางการเมืองและปัญหาความมั่นคงชายแดน ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเมื่อเดือน ธ.ค. ลดเหลือเพียง 38.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี และในปีนี้ รัฐบาลก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาการประท้วง ทั้งด้านการเมืองที่แบ่งฝ่าย แรงงานว่างงาน และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

ทั้งนี้ ปัญหาการว่างงานที่สูงขึ้นจะเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของรัฐบาลและสังคมไทย เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะเหลือประมาณ 1.5-2.5% จากปีที่แล้วที่อยู่ระดับ 3.9-4% ทั้งนี้ วิกฤติเศรษฐกิจปีนี้ จะเป็นด้านตลาดส่งออกที่หดตัวลง ส่งผลต่อสภาพคล่องและภาคการผลิตที่ต้องชะงักงัน ภาคส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุน จะมีการขยายตัวที่อาจถึงขั้นติดลบได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด โดยประเมินตัวเลขว่างงานที่สัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไตรมาสแรกผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะเติบโต 0.5-1.0% การว่างงานจะอยู่ที่ 1.8% หรือคิดเป็น 630,000 คน ไตรมาส 2 จีดีพีจะอยู่ที่ 0% ทำให้การว่างงานอยู่ที่ 2.5% หรือประมาณ 1,000,000 คน

“รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหาการว่างงานให้ตรงจุด โดยเสนอให้นำงบประมาณ 25,000 ล้านบาท ของคณะกรรมการแก้ปัญหาการว่างงานมาลงทุนจ้างงานในภาคชนบท และจับคู่แรงงาน ป้อนให้อุตสาหกรรมที่ยังต้องการแรงงานอย่างรวดเร็วที่สุด เพราะรัฐบาลไม่มีเวลาฮันนีมูนแล้ว ซึ่งการว่างงานและราคาพืชเกษตรตกต่ำจะเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล”

ทั้งนี้ จากการสุ่มตัวอย่างของ ส.อ.ท.พบว่าผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของ ส.อ.ท.ทั่วประเทศในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า 96.4% ตอบแบบ สอบถามว่า กิจการที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่หดตัว แบ่งเป็นผลกระทบรุนแรง 2.7% ผลกระทบปานกลาง 53.3% และผลกระทบน้อย 4.4% โดยแนวโน้มการลดจำนวนคนงานและเลิกจ้าง 12.4% ยังไม่แน่ใจว่าจะเลิกจ้างงาน 31.6% และไม่มีนโยบายเลิกจ้าง 56% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเลิกจ้างจะมีสูง แม้ว่าจะเป็นตัวเลขประมาณการแต่สะท้อนให้ภาครัฐจะต้องเตรียมมาตรการรองรับ

ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=118069


คำถามท้ายบทความ
1. ปัจจัย 3 ด้านที่น่าวิตกกังวลของเศรษฐกิจไทยโดยรวม มีอะไรบ้าง
2. ตัวเลขว่างงานที่สัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของไทยจะเป็นอย่างไร
3. สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมมีลักษณะวิกฤติซ้อนวิกฤติ เกิดจากอะไร

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

สปส.จับมือ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้ 4 พันล. แก้ปัญหาว่างงาน 1 แสนคน

จัดทำบทความโดย
นายอมร ทรงพัฒนาศิลป์ เลขทะเบียน 4901202121


สปส.จับมือ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้ 4 พันล.
แก้ปัญหาว่างงาน 1 แสนคน
สปส.จับมือ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้ 4 พันล. แก้ปัญหาว่างงาน 1 แสนคนสำหรับกลุ่มผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม โดยให้ดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 6% ส่วนเด็กจบใหม่ 1.5 แสนคน เตรียมไว้ 6 พันล้าน เพื่อสร้างอาชีพ
วันนี้ (08 มกราคม 2552) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการกู้วิกฤตแรงงานไทยคืนถิ่น โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธาน
ทั้งนี้ พิธีลงนามความร่วมมือดังกล่าว นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการ สปส. และนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการรักษาการแทนผู้จัดการ ธ.ก.ส.เป็นผู้แทนในการลงนาม
นายปั้น กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการนำเงิน 4,000 ล้านบาท ฝากในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ประกันตน โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประกันตนได้ถึง 1 แสนคน ให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ เพื่อนำไปประกอบอาชีพอิสระ หรือพัฒนาอาชีพ คาดว่าจะสามารถเริ่มปล่อยกู้ได้ ในวันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2552 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 สำหรับอัตราดอกเบี้ยในการปล่อยกู้จะต้องไม่เกินร้อยละ 6 ของเงินกู้ ซึ่งอาจจะมีการปรับลด หากผู้กู้เป็นลูกค้าชั้นดีของ ธ.ก.ส.
โดยทั้ง 2 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการกู้วิกฤติแรงงานไทยคืนถิ่น ช่วยเหลือแรงงาน 100,000 คน วงเงินประมาณ 4,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ซึ่งเป็นเงินของกองทุนประกันสังคมที่ฝากไว้กับธนาคารต่าง ๆ โดยให้ ธ.ก.ส.ช่วยปล่อยกู้ให้ เพื่อให้แรงงานมีเงินทุนในการประกอบอาชีพ โครงการ 2 ธ.ก.ส.จะนำเงินของธนาคารอีก 6,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับบัณฑิตจบใหม่ 150,000 ราย อัตราดอกเบี้ยตามปกติของ ธ.ก.ส.เพื่อให้มีทุนเริ่มต้นในการสร้างอาชีพ
นายกรณ์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าว เป็นการใช้เงินนอกงบประมาณให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ใช้งบประมาณกลางปี 100,000 ล้านบาท แก้ปัญหาแรงงานผ่านหน่วยงานต่างๆ จำนวน 20,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเตรียมให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธ.ส.น.) ตั้งกองทุนค้ำประกันความเสี่ยงให้กับผู้ส่งออก โดยกำลังหารือวงเงินในการตั้งกองทุน ซึ่งจะทำให้แนวทางช่วยเหลือครอบคลุมทั้งการลดการผลิต ปัญหาเงินทุนหมุนเวียน และการเลิกจ้างงาน
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ในวันที่ 12 มกรราคม 2552 นี้ สปส.จะลงนามร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่ปลดคนงาน โดยจะทยอยทำสัญญากับสถาบันการเงินต่างๆ เพิ่มเติมด้วย เพราะ สปส.มีวงเงินประมาณ 6,000 ล้านบาท ที่จะดำเนินโครงการปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นอกจากนี้เพื่อช่วยเหลือคนตกงานได้เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้ให้ขยายเวลาการจ่ายเงินชดเชยคนตกงานร้อยละ 50 ของเงินเดือนสุดท้ายเป็นเวลา 6 เดือน เป็น 8 เดือน เพื่อบรรเทาปัญหาภาระค่าใช้จ่ายให้กับคนว่างงาน
นายปั้น กล่าวต่อไปว่า สำหรับโครงการปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการในวงเงิน 6,000 ล้านบาทนั้น คาดว่าในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะสามารถทำพิธีลงนามข้อตกลงกับธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์ได้
ที่มา : โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มกราคม 2552 22:18 น.
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1 สำหรับอัตราดอกเบี้ยในการปล่อยกู้นั้นมีร้อยละเท่าใด
ข้อ 2 โครงการช่วยเหลือโดยการปล่อยกู้นั้น แบ่งออกเป็นกี่โครงการ ช่วยเหลือใครบ้าง
ข้อ 3 กองทุนค้ำประกันความเสี่ยงให้กับผู้ส่งออก เป็นแนวทางช่วยเหลืออย่างไร

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เงินบาทร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ22เดือน




เงินบาทร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 22 เดือน




กรุงเทพฯ 6 ธ.ค. - บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด แจ้งว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันลงร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ในวันที่ 3 ธ.ค.51 ซึ่งถือเป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง.เมื่อวันที่ 9 ก.ค.44 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังผ่านสิ้นเดือน อีกทั้งธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงวันหยุดยาว


ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นอยู่ในกรอบระหว่างร้อยละ 2.75-3.75 เทียบกับร้อยละ 3.7425-3.75 ในสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะ 1, 7 และ 14 วัน ในช่วงต้นสัปดาห์ยังคงปรับตัวใกล้ระดับร้อยละ 3.75 ก่อนที่จะปรับลงมาที่ร้อยละ 2.75 ในช่วงปลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม เงินบาทในประเทศ (Onshore) ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 22 เดือนที่ 35.83 บาทต่อดอลลาร์ฯ เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางปัญหาการเมืองในประเทศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยสู่ "เชิงลบ" จากเดิม "มีเสถียรภาพ" นอกจากนี้ เงินบาทยังถูกกดดันจากกระแสการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. เป็นครั้งแรกในรอบ 16 เดือนอีกด้วย

ทั้งนี้ เงินบาทได้ฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นและลดช่วงติดลบลงบางส่วนในช่วงต่อมา โดยได้รับแรงหนุนจากแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ เพื่อทำกำไรของนักลงทุนและจากปัญหาทางการเมืองที่ได้คลี่คลายลงบางส่วนหลังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคการเมืองและการสลายตัวของกลุ่มผู้ชุมนุม เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง ในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากที่ กนง.สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึงร้อยละ 1 ขณะที่มีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ จากนักลงทุนและผู้นำเข้าเพิ่มเติมเข้ามาในช่วงปลายสัปดาห์ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าในสัปดาห์หน้าวันที่ 8-12 ธ.ค.51 คงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังผ่านช่วงวันหยุดยาว ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.75% จากปลายสัปดาห์ก่อนหน้า ภายใต้ภาวะสภาพคล่องในตลาดเงินที่น่าจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 35.60-35.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยที่ควรจับตา ประกอบด้วย ปัจจัยการเมืองในประเทศ ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ตลอดจนทิศทางของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนความช่วยเหลืออุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) ข้อมูลสตอกสินค้าภาคค้าส่งและภาคธุรกิจ ดุลการค้าเดือนตุลาคม ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาสินค้าส่งออก-นำเข้าเดือนพฤศจิกายน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เป็นต้น.

ที่มา: http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTY4MDc0Jm50eXBlPXRleHQ=



คำถามท้ายเรื่อง

1. ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ ส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง?

2. คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย
มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละเท่าไร?

3. ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ค่าของเงินบาทมีความเคลื่อนไหวตัวทางเศรษฐกิจ?

จัดทำโดย อิศรา หวังศิริเวช 4901202052

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ชิ้นส่วนเดี้ยง สศค.แนะรัฐ ลดภาษีช่วย

จัดบทความโดย
น.ส. สุธิดา สุทธิวงศ์ เลขทะเบียน 4901202039

ชิ้นส่วนเดี้ยง สศค.แนะรัฐ ลดภาษีช่วย




สศค. คาดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนได้รับผลกระทบ หลังอุตสาหกรรมรถยนต์หดตัว แนะลดภาษีช่วยยานยนต์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ถึงกรณีกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ว่า ผลกระทบจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก จะส่งผลให้ยอดส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของไทยในไตรมาส 4 ปี 2551 จนถึงปี 2552 มีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก ข้อมูลที่สะท้อนการหดตัวลงมาจากปริมาณการส่งออกยานยนต์ในเดือน ต.ค. ที่ขยายตัวเพียง 5% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวถึง 19.7%

สศค. จึงเห็นว่าภาครัฐควรกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ขณะเดียวกันต้องออกมาตรการลดภาษีเพื่อลดต้นทุนการผลิตแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นการช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์และส่วนประกอบภายในประเทศ เพื่อชดเชยยอดส่งออกไปต่างประเทศที่น่าจะชะลอลงตามภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้

สศค. วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปีนี้ ชะลอตัวลงจากครึ่งแรกของปี เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออกชะลอตัวลง และจะทอดยาวไปถึง ปี 2552

“การบริหารเศรษฐกิจในปี 2552 ที่จะให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นั้น ควรเน้นการกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเน้นการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายรัฐบาล และการดำเนินโครงการของภาครัฐ เป็น แรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง” สศค.ระบุ


ที่มา:
http://www.posttoday.com/finance.php?id=19480
คำถามท้ายเรื่อง
1. การชะลอตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกส่งผลกระทบต่ออะไรบ้าง
2. ภาครัฐมีวิธีการอย่างไรในการช่วยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรถยนต์
3. หากต้องการให้เศรษฐกิจรถยนต์ในปีพ.ศ. 2552 ขยายตัวอย่างต่อเนื่องภาครัฐควรทำเช่นไร

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พิชิต "โอกาสของผู้กล้า"ฐานะการเงินแข็งแกร่งเลือกหุ้น

จัดทำบทความโดย
น.ส. รินรดา เชยกีวงศ์ เลขทะเบียน 4901202018


พิชิต "โอกาสของผู้กล้า"
ฐานะการเงินแข็งแกร่งเลือกหุ้น




เอเซีย พลัส มองค่าพีอีตลาดที่ 6.12 เท่า ดัชนี 384 จุดปลอดภัย เหตุทำลายจุดต่ำสุดเดิมตอนปฎิวัติเมษาฮาวายเคยทำไว้ที่ 7.26 เท่า และไม่น่าต่ำกว่านี้อีก แนะเลือกหุ้นฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีรายได้จากในประเทศเป็นหลัก
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า ปัจจัยเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกรวมหุ้นไทยไปแล้ว โดยตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวแตะระดับต่ำสุดที่ 384 จุด มีค่าพีอีอยู่ที่ 6.12 เท่าซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดใหม่ นับตั้งแต่ปฎิวัติเมษาฮาวายเมื่อปี 2524 ซึ่งขณะนั้นมีค่าพีอีต่ำสุดที่ 7.26 เท่า ขณะที่โดยทั่วไปตลาดจะมีค่าพีอีเฉลี่ย 10-14 เท่า โดยเชื่อว่าระดับดัชนีจะไม่ปรับตัวลดลงไปสร้างจุดต่ำสุดอีกต่อไป เนื่องจากแรงกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศเริ่มผ่อนคลาย ขณะเดียวกันมาตรการพยุงหุ้นต่างๆก็เริ่มทำงาน
สำหรับวิธีการเลือกซื้อหุ้นไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาหุ้นต่ำเพียงอย่างเดียว เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ควรเน้นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริษัทที่ออกหุ้นกู้เตรียมทุนไว้แล้ว ขณะที่บริษัทที่มีงานในมือจำนวนมากอาจไม่ใช่ปัจจัยบวกเสมอไป จากการรวบรวมข้อมูลบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 15 บริษัท มีงานในมือรวมกันสูงมากถึง 9.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์มาทำโครงการ หากในปีหน้าธนาคารเข้มงวดในการปล่อยกู้และกำลังซื้อน้อยลง บริษัทอาจโอนอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ตามเป้า ทำให้งานในมือที่เคยตั้งเป้าจะเป็นรายได้อาจกลายเป็นหนี้
ด้าน ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการอำนวยการ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าคาดว่าอัตรากำไรต่อหุ้น (Earning Per Share) ของตลาดรวมปีนี้น่าจะปรับตัวลดลงประมาณ4 % จากปีนี้ที่ระดับ 68 บาทต่อหุ้นเป็นประมาณ 64 บาทต่อหุ้น โดยการปรับตัวลดลงดังกล่าวเกิดจากการที่กลุ่มธุรกิจเดินเรือ กลุ่มพลังงาน ได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัว และราคาน้ำมันที่ลดลง ส่วนหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนในปีหน้า คือประเภทหุ้นที่มีมีรายได้จากในประเทศเป็นหลัก (Domestic Theme) อาทิ หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง จากได้รับปัจจัยบวกจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสีแดง สีม่วง หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล แต่ควรเป็นโรงพยาบาลที่เน้นรักษาประชาชนภายในประเทศ เช่น โรงพยาบาลเกษมราษฎร์(KH) และโรงพยาบาลกรุงเทพ(BGH) และหุ้นกลุ่มค้าปลีก จากประชาชนจะต้องมีการใช้จ่ายสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวก็ตาม และธุรกิจดังกล่าวจะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น จากมีกฎหมายที่ยังเปิดช่องให้อยู่
ส่วน สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า หุ้นที่น่าลงทุนในระยะยาวจะเป็นหุ้นกลุ่มผลิตไฟฟ้า EGCO, RATCH ที่แม้จะมีอัตราการใช้ไฟฟ้าลดลง แต่ทั้งสองบริษัทมีสัญญาในการผลิตไฟฟ้าระยะยาว และมองว่ายังเป็นธุรกิจที่มีผลกำไร ส่วนหุ้นปูนซีเมนต์ไทย(SCC) เนื่องจากเพิ่งโดนถอดจาก MSCI จึงคาดอาจจะต้องรอเวลาอีกพอสมควรจึงจะมีความน่าสนใจ
ที่มา : โดย ASTVผู้จัดการรายสัปดาห์ 21 พฤศจิกายน 2551 19:59 น.

คำถามท้ายเรื่อง
1.สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกคืออะไร
2.การเลือกซื้อหุ้นควรพิจารณาเลือกซื้อด้วยสาเหตุอะไรบ้าง
3.อัตรากำไรต่อหุ้นลดลงเกิดมาจากกลุ่มธุรกิจใดบ้าง




วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

วิกฤติการเงินสหรัฐแรงเกินคาด

จัดทำบทความโดย
น.ส. วราภรณ์ วงจันทา เลขทะเบียน 4901202120



"วิกฤติการเงินสหรัฐแรงเกินคาด"




บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ต่อเนื่องถึงปี 2552 ว่า ความเสี่ยงจากปัจจัยเศรษฐกิจนอกประเทศสูงขึ้นกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ จากการที่ปัญหาวิกฤติการเงินในสหรัฐส่งผลลุกลามรุนแรงกลายเป็นวิกฤติการเงินในระดับโลก ซึ่งสร้างความวิตกกังวลว่าจะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย ซึ่งคงจะเริ่มเห็นการชะลอตัวของการส่งออกในไตรมาสที่ 4/2551 และผลกระทบคงจะปรากฏชัดยิ่งขึ้นในปี 2552

ขณะนี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมส่งออกหลายประเภทของไทยเริ่มออกมาระบุว่าคำสั่งซื้อใหม่ที่จะส่งมอบในปีหน้าลดลงอย่างน่าเป็นห่วง ท่ามกลางสภาวะที่โลกเผชิญวิกฤติอย่างหนักหน่วง

นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอนจะยิ่งฉุดรั้งโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบต่อปัจจัยความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภค นักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศและการท่องเที่ยวของต่างชาติ ก็มีแนวโน้มถูกกระทบจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคประเทศต่างๆ รวมทั้งปัญหาสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่ตึงตัวอยู่แล้ว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าเมื่อสถานการณ์การเมืองของไทยยังมีความไม่สงบจะยิ่งส่งผลให้นักลงทุน และนักท่องเที่ยวที่ยังมีศักยภาพเลือกที่จะหันไปหาประเทศอื่น ที่มีความสงบเรียบร้อยและมีปัจจัยดึงดูดมากกว่าประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่คาดว่าอาจจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจ คือการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันและสินค้าโภค ภัณฑ์ในตลาดโลก ซึ่งทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลงได้มาก

นอกจากนี้ ในภาวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน คือ การส่งออก การบริโภคและการลงทุนของเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัว หลายฝ่ายจึงคาดหวังต่อบทบาทของภาครัฐในการดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลเองก็มีแนวทางเร่งรัดการเบิกจ่าย รวมทั้งผลักดันโครงการลงทุนในเมกะโปรเจคต์

อีกทั้ง ยังมีแนวทางจัดทำงบกลางปีสำหรับปีงบประมาณ 2552 เพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าสามารถดำเนินการให้เม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง จะมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตขึ้น และช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงานได้ ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลงจะเปิดทางให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้มากขึ้นเพื่อประสานกับนโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

จากความเสี่ยงเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ อาจขยายตัวต่ำกว่า 4.0% ส่งผลให้อัตราการขยายตัวเฉลี่ยของทั้งปี 2551 อาจอยู่ระหว่าง 4.7-5.0% และคาดว่าอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงจะยังคงต่อเนื่องไปในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2552
ส่วนเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ จะมีอัตราขยายตัวประมาณ 4.3% ชะลอลงอย่างมากจาก 5.3% ในไตรมาสที่ 2 สาเหตุสำคัญเนื่องจากการชะลอตัวของการลงทุน การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของการส่งออกและการหดตัวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ขณะที่การบริโภคอาจยังไม่ดีขึ้นมากนัก เนื่องจากแรงกดดันราคาสินค้ายังคงเป็นระดับที่สูง โดยอัตราเงินเฟ้อลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7.3% จาก 7.5% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบประมาณ 10 ปี สำหรับกิจกรรมในภาคการผลิตส่วนใหญ่อ่อนแรงลง ทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ส่วนภาคการก่อสร้างและการท่องเที่ยวและภัตตาคารอาจหดตัวลง

คำถามท้ายเรื่อง


ข้อ 1 วิกฤตการเงินสหรัฐ ส่งผลต่อการส่งออกของไทยอย่างไร และให้ยกตัวอย่างธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
ข้อ 2 สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ไม่แน่นอน จะส่งผลอย่างไรต่อผู้บริโภค และนักลงทุน

ข้อ 3 ภาครัฐมีบทบาทของในการดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร



วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รายชื่อทีมงาน

  • 4901202120.....นส. วราภรณ์.......วงจันทา (หัวหน้าทีม)
  • 4901202018.....นส. รินรดา..........เชยกีวงศ์
  • 4901202039.....นส. สุธิดา...........สุทธิวงศ์
  • 4901202052.....นส. อิศรา............หวังศิริเวช
  • 4901202121.....นาย อมร.............ทรงพัฒนาศิลป์
  • 4901202151.....นาย กฤษณกร.......สารพันวงศ์
  • 48120023..........นาย สุรเชษฐ์.......อิงคประเสริฐ