วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เงินบาทร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ22เดือน




เงินบาทร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 22 เดือน




กรุงเทพฯ 6 ธ.ค. - บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด แจ้งว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันลงร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ในวันที่ 3 ธ.ค.51 ซึ่งถือเป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง.เมื่อวันที่ 9 ก.ค.44 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังผ่านสิ้นเดือน อีกทั้งธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงวันหยุดยาว


ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) หนาแน่นอยู่ในกรอบระหว่างร้อยละ 2.75-3.75 เทียบกับร้อยละ 3.7425-3.75 ในสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะ 1, 7 และ 14 วัน ในช่วงต้นสัปดาห์ยังคงปรับตัวใกล้ระดับร้อยละ 3.75 ก่อนที่จะปรับลงมาที่ร้อยละ 2.75 ในช่วงปลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม เงินบาทในประเทศ (Onshore) ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 22 เดือนที่ 35.83 บาทต่อดอลลาร์ฯ เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางปัญหาการเมืองในประเทศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยสู่ "เชิงลบ" จากเดิม "มีเสถียรภาพ" นอกจากนี้ เงินบาทยังถูกกดดันจากกระแสการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. เป็นครั้งแรกในรอบ 16 เดือนอีกด้วย

ทั้งนี้ เงินบาทได้ฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นและลดช่วงติดลบลงบางส่วนในช่วงต่อมา โดยได้รับแรงหนุนจากแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ เพื่อทำกำไรของนักลงทุนและจากปัญหาทางการเมืองที่ได้คลี่คลายลงบางส่วนหลังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคการเมืองและการสลายตัวของกลุ่มผู้ชุมนุม เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง ในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากที่ กนง.สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึงร้อยละ 1 ขณะที่มีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ จากนักลงทุนและผู้นำเข้าเพิ่มเติมเข้ามาในช่วงปลายสัปดาห์ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าในสัปดาห์หน้าวันที่ 8-12 ธ.ค.51 คงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังผ่านช่วงวันหยุดยาว ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.75% จากปลายสัปดาห์ก่อนหน้า ภายใต้ภาวะสภาพคล่องในตลาดเงินที่น่าจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 35.60-35.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยที่ควรจับตา ประกอบด้วย ปัจจัยการเมืองในประเทศ ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ตลอดจนทิศทางของเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนความช่วยเหลืออุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) ข้อมูลสตอกสินค้าภาคค้าส่งและภาคธุรกิจ ดุลการค้าเดือนตุลาคม ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาสินค้าส่งออก-นำเข้าเดือนพฤศจิกายน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เป็นต้น.

ที่มา: http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTY4MDc0Jm50eXBlPXRleHQ=



คำถามท้ายเรื่อง

1. ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ ส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง?

2. คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย
มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละเท่าไร?

3. ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ค่าของเงินบาทมีความเคลื่อนไหวตัวทางเศรษฐกิจ?

จัดทำโดย อิศรา หวังศิริเวช 4901202052

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ชิ้นส่วนเดี้ยง สศค.แนะรัฐ ลดภาษีช่วย

จัดบทความโดย
น.ส. สุธิดา สุทธิวงศ์ เลขทะเบียน 4901202039

ชิ้นส่วนเดี้ยง สศค.แนะรัฐ ลดภาษีช่วย




สศค. คาดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนได้รับผลกระทบ หลังอุตสาหกรรมรถยนต์หดตัว แนะลดภาษีช่วยยานยนต์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ถึงกรณีกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ว่า ผลกระทบจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก จะส่งผลให้ยอดส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของไทยในไตรมาส 4 ปี 2551 จนถึงปี 2552 มีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก ข้อมูลที่สะท้อนการหดตัวลงมาจากปริมาณการส่งออกยานยนต์ในเดือน ต.ค. ที่ขยายตัวเพียง 5% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวถึง 19.7%

สศค. จึงเห็นว่าภาครัฐควรกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ขณะเดียวกันต้องออกมาตรการลดภาษีเพื่อลดต้นทุนการผลิตแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นการช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์และส่วนประกอบภายในประเทศ เพื่อชดเชยยอดส่งออกไปต่างประเทศที่น่าจะชะลอลงตามภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้

สศค. วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปีนี้ ชะลอตัวลงจากครึ่งแรกของปี เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออกชะลอตัวลง และจะทอดยาวไปถึง ปี 2552

“การบริหารเศรษฐกิจในปี 2552 ที่จะให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นั้น ควรเน้นการกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเน้นการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายรัฐบาล และการดำเนินโครงการของภาครัฐ เป็น แรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง” สศค.ระบุ


ที่มา:
http://www.posttoday.com/finance.php?id=19480
คำถามท้ายเรื่อง
1. การชะลอตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกส่งผลกระทบต่ออะไรบ้าง
2. ภาครัฐมีวิธีการอย่างไรในการช่วยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรถยนต์
3. หากต้องการให้เศรษฐกิจรถยนต์ในปีพ.ศ. 2552 ขยายตัวอย่างต่อเนื่องภาครัฐควรทำเช่นไร

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พิชิต "โอกาสของผู้กล้า"ฐานะการเงินแข็งแกร่งเลือกหุ้น

จัดทำบทความโดย
น.ส. รินรดา เชยกีวงศ์ เลขทะเบียน 4901202018


พิชิต "โอกาสของผู้กล้า"
ฐานะการเงินแข็งแกร่งเลือกหุ้น




เอเซีย พลัส มองค่าพีอีตลาดที่ 6.12 เท่า ดัชนี 384 จุดปลอดภัย เหตุทำลายจุดต่ำสุดเดิมตอนปฎิวัติเมษาฮาวายเคยทำไว้ที่ 7.26 เท่า และไม่น่าต่ำกว่านี้อีก แนะเลือกหุ้นฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีรายได้จากในประเทศเป็นหลัก
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า ปัจจัยเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกรวมหุ้นไทยไปแล้ว โดยตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวแตะระดับต่ำสุดที่ 384 จุด มีค่าพีอีอยู่ที่ 6.12 เท่าซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดใหม่ นับตั้งแต่ปฎิวัติเมษาฮาวายเมื่อปี 2524 ซึ่งขณะนั้นมีค่าพีอีต่ำสุดที่ 7.26 เท่า ขณะที่โดยทั่วไปตลาดจะมีค่าพีอีเฉลี่ย 10-14 เท่า โดยเชื่อว่าระดับดัชนีจะไม่ปรับตัวลดลงไปสร้างจุดต่ำสุดอีกต่อไป เนื่องจากแรงกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศเริ่มผ่อนคลาย ขณะเดียวกันมาตรการพยุงหุ้นต่างๆก็เริ่มทำงาน
สำหรับวิธีการเลือกซื้อหุ้นไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาหุ้นต่ำเพียงอย่างเดียว เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ควรเน้นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริษัทที่ออกหุ้นกู้เตรียมทุนไว้แล้ว ขณะที่บริษัทที่มีงานในมือจำนวนมากอาจไม่ใช่ปัจจัยบวกเสมอไป จากการรวบรวมข้อมูลบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 15 บริษัท มีงานในมือรวมกันสูงมากถึง 9.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์มาทำโครงการ หากในปีหน้าธนาคารเข้มงวดในการปล่อยกู้และกำลังซื้อน้อยลง บริษัทอาจโอนอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ตามเป้า ทำให้งานในมือที่เคยตั้งเป้าจะเป็นรายได้อาจกลายเป็นหนี้
ด้าน ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการอำนวยการ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าคาดว่าอัตรากำไรต่อหุ้น (Earning Per Share) ของตลาดรวมปีนี้น่าจะปรับตัวลดลงประมาณ4 % จากปีนี้ที่ระดับ 68 บาทต่อหุ้นเป็นประมาณ 64 บาทต่อหุ้น โดยการปรับตัวลดลงดังกล่าวเกิดจากการที่กลุ่มธุรกิจเดินเรือ กลุ่มพลังงาน ได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัว และราคาน้ำมันที่ลดลง ส่วนหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนในปีหน้า คือประเภทหุ้นที่มีมีรายได้จากในประเทศเป็นหลัก (Domestic Theme) อาทิ หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง จากได้รับปัจจัยบวกจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสีแดง สีม่วง หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล แต่ควรเป็นโรงพยาบาลที่เน้นรักษาประชาชนภายในประเทศ เช่น โรงพยาบาลเกษมราษฎร์(KH) และโรงพยาบาลกรุงเทพ(BGH) และหุ้นกลุ่มค้าปลีก จากประชาชนจะต้องมีการใช้จ่ายสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวก็ตาม และธุรกิจดังกล่าวจะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น จากมีกฎหมายที่ยังเปิดช่องให้อยู่
ส่วน สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า หุ้นที่น่าลงทุนในระยะยาวจะเป็นหุ้นกลุ่มผลิตไฟฟ้า EGCO, RATCH ที่แม้จะมีอัตราการใช้ไฟฟ้าลดลง แต่ทั้งสองบริษัทมีสัญญาในการผลิตไฟฟ้าระยะยาว และมองว่ายังเป็นธุรกิจที่มีผลกำไร ส่วนหุ้นปูนซีเมนต์ไทย(SCC) เนื่องจากเพิ่งโดนถอดจาก MSCI จึงคาดอาจจะต้องรอเวลาอีกพอสมควรจึงจะมีความน่าสนใจ
ที่มา : โดย ASTVผู้จัดการรายสัปดาห์ 21 พฤศจิกายน 2551 19:59 น.

คำถามท้ายเรื่อง
1.สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกคืออะไร
2.การเลือกซื้อหุ้นควรพิจารณาเลือกซื้อด้วยสาเหตุอะไรบ้าง
3.อัตรากำไรต่อหุ้นลดลงเกิดมาจากกลุ่มธุรกิจใดบ้าง




วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

วิกฤติการเงินสหรัฐแรงเกินคาด

จัดทำบทความโดย
น.ส. วราภรณ์ วงจันทา เลขทะเบียน 4901202120



"วิกฤติการเงินสหรัฐแรงเกินคาด"




บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ต่อเนื่องถึงปี 2552 ว่า ความเสี่ยงจากปัจจัยเศรษฐกิจนอกประเทศสูงขึ้นกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ จากการที่ปัญหาวิกฤติการเงินในสหรัฐส่งผลลุกลามรุนแรงกลายเป็นวิกฤติการเงินในระดับโลก ซึ่งสร้างความวิตกกังวลว่าจะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย ซึ่งคงจะเริ่มเห็นการชะลอตัวของการส่งออกในไตรมาสที่ 4/2551 และผลกระทบคงจะปรากฏชัดยิ่งขึ้นในปี 2552

ขณะนี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมส่งออกหลายประเภทของไทยเริ่มออกมาระบุว่าคำสั่งซื้อใหม่ที่จะส่งมอบในปีหน้าลดลงอย่างน่าเป็นห่วง ท่ามกลางสภาวะที่โลกเผชิญวิกฤติอย่างหนักหน่วง

นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอนจะยิ่งฉุดรั้งโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบต่อปัจจัยความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภค นักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งการลงทุนจากต่างประเทศและการท่องเที่ยวของต่างชาติ ก็มีแนวโน้มถูกกระทบจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคประเทศต่างๆ รวมทั้งปัญหาสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่ตึงตัวอยู่แล้ว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าเมื่อสถานการณ์การเมืองของไทยยังมีความไม่สงบจะยิ่งส่งผลให้นักลงทุน และนักท่องเที่ยวที่ยังมีศักยภาพเลือกที่จะหันไปหาประเทศอื่น ที่มีความสงบเรียบร้อยและมีปัจจัยดึงดูดมากกว่าประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่คาดว่าอาจจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจ คือการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันและสินค้าโภค ภัณฑ์ในตลาดโลก ซึ่งทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลงได้มาก

นอกจากนี้ ในภาวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน คือ การส่งออก การบริโภคและการลงทุนของเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัว หลายฝ่ายจึงคาดหวังต่อบทบาทของภาครัฐในการดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลเองก็มีแนวทางเร่งรัดการเบิกจ่าย รวมทั้งผลักดันโครงการลงทุนในเมกะโปรเจคต์

อีกทั้ง ยังมีแนวทางจัดทำงบกลางปีสำหรับปีงบประมาณ 2552 เพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าสามารถดำเนินการให้เม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง จะมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตขึ้น และช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงานได้ ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลงจะเปิดทางให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้มากขึ้นเพื่อประสานกับนโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

จากความเสี่ยงเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ อาจขยายตัวต่ำกว่า 4.0% ส่งผลให้อัตราการขยายตัวเฉลี่ยของทั้งปี 2551 อาจอยู่ระหว่าง 4.7-5.0% และคาดว่าอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงจะยังคงต่อเนื่องไปในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2552
ส่วนเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ จะมีอัตราขยายตัวประมาณ 4.3% ชะลอลงอย่างมากจาก 5.3% ในไตรมาสที่ 2 สาเหตุสำคัญเนื่องจากการชะลอตัวของการลงทุน การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของการส่งออกและการหดตัวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ขณะที่การบริโภคอาจยังไม่ดีขึ้นมากนัก เนื่องจากแรงกดดันราคาสินค้ายังคงเป็นระดับที่สูง โดยอัตราเงินเฟ้อลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7.3% จาก 7.5% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบประมาณ 10 ปี สำหรับกิจกรรมในภาคการผลิตส่วนใหญ่อ่อนแรงลง ทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ส่วนภาคการก่อสร้างและการท่องเที่ยวและภัตตาคารอาจหดตัวลง

คำถามท้ายเรื่อง


ข้อ 1 วิกฤตการเงินสหรัฐ ส่งผลต่อการส่งออกของไทยอย่างไร และให้ยกตัวอย่างธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
ข้อ 2 สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ไม่แน่นอน จะส่งผลอย่างไรต่อผู้บริโภค และนักลงทุน

ข้อ 3 ภาครัฐมีบทบาทของในการดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร



วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รายชื่อทีมงาน

  • 4901202120.....นส. วราภรณ์.......วงจันทา (หัวหน้าทีม)
  • 4901202018.....นส. รินรดา..........เชยกีวงศ์
  • 4901202039.....นส. สุธิดา...........สุทธิวงศ์
  • 4901202052.....นส. อิศรา............หวังศิริเวช
  • 4901202121.....นาย อมร.............ทรงพัฒนาศิลป์
  • 4901202151.....นาย กฤษณกร.......สารพันวงศ์
  • 48120023..........นาย สุรเชษฐ์.......อิงคประเสริฐ