จัดทำบทความโดย
น.ส. รินรดา เชยกีวงศ์ เลขทะเบียน 4901202018
พิชิต "โอกาสของผู้กล้า"
ฐานะการเงินแข็งแกร่งเลือกหุ้น
เอเซีย พลัส มองค่าพีอีตลาดที่ 6.12 เท่า ดัชนี 384 จุดปลอดภัย เหตุทำลายจุดต่ำสุดเดิมตอนปฎิวัติเมษาฮาวายเคยทำไว้ที่ 7.26 เท่า และไม่น่าต่ำกว่านี้อีก แนะเลือกหุ้นฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีรายได้จากในประเทศเป็นหลัก
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า ปัจจัยเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกรวมหุ้นไทยไปแล้ว โดยตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวแตะระดับต่ำสุดที่ 384 จุด มีค่าพีอีอยู่ที่ 6.12 เท่าซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดใหม่ นับตั้งแต่ปฎิวัติเมษาฮาวายเมื่อปี 2524 ซึ่งขณะนั้นมีค่าพีอีต่ำสุดที่ 7.26 เท่า ขณะที่โดยทั่วไปตลาดจะมีค่าพีอีเฉลี่ย 10-14 เท่า โดยเชื่อว่าระดับดัชนีจะไม่ปรับตัวลดลงไปสร้างจุดต่ำสุดอีกต่อไป เนื่องจากแรงกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศเริ่มผ่อนคลาย ขณะเดียวกันมาตรการพยุงหุ้นต่างๆก็เริ่มทำงาน
สำหรับวิธีการเลือกซื้อหุ้นไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาหุ้นต่ำเพียงอย่างเดียว เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ควรเน้นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริษัทที่ออกหุ้นกู้เตรียมทุนไว้แล้ว ขณะที่บริษัทที่มีงานในมือจำนวนมากอาจไม่ใช่ปัจจัยบวกเสมอไป จากการรวบรวมข้อมูลบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 15 บริษัท มีงานในมือรวมกันสูงมากถึง 9.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์มาทำโครงการ หากในปีหน้าธนาคารเข้มงวดในการปล่อยกู้และกำลังซื้อน้อยลง บริษัทอาจโอนอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ตามเป้า ทำให้งานในมือที่เคยตั้งเป้าจะเป็นรายได้อาจกลายเป็นหนี้
ด้าน ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการอำนวยการ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าคาดว่าอัตรากำไรต่อหุ้น (Earning Per Share) ของตลาดรวมปีนี้น่าจะปรับตัวลดลงประมาณ4 % จากปีนี้ที่ระดับ 68 บาทต่อหุ้นเป็นประมาณ 64 บาทต่อหุ้น โดยการปรับตัวลดลงดังกล่าวเกิดจากการที่กลุ่มธุรกิจเดินเรือ กลุ่มพลังงาน ได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัว และราคาน้ำมันที่ลดลง ส่วนหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนในปีหน้า คือประเภทหุ้นที่มีมีรายได้จากในประเทศเป็นหลัก (Domestic Theme) อาทิ หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง จากได้รับปัจจัยบวกจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสีแดง สีม่วง หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล แต่ควรเป็นโรงพยาบาลที่เน้นรักษาประชาชนภายในประเทศ เช่น โรงพยาบาลเกษมราษฎร์(KH) และโรงพยาบาลกรุงเทพ(BGH) และหุ้นกลุ่มค้าปลีก จากประชาชนจะต้องมีการใช้จ่ายสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวก็ตาม และธุรกิจดังกล่าวจะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น จากมีกฎหมายที่ยังเปิดช่องให้อยู่
ส่วน สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า หุ้นที่น่าลงทุนในระยะยาวจะเป็นหุ้นกลุ่มผลิตไฟฟ้า EGCO, RATCH ที่แม้จะมีอัตราการใช้ไฟฟ้าลดลง แต่ทั้งสองบริษัทมีสัญญาในการผลิตไฟฟ้าระยะยาว และมองว่ายังเป็นธุรกิจที่มีผลกำไร ส่วนหุ้นปูนซีเมนต์ไทย(SCC) เนื่องจากเพิ่งโดนถอดจาก MSCI จึงคาดอาจจะต้องรอเวลาอีกพอสมควรจึงจะมีความน่าสนใจ
ที่มา : โดย ASTVผู้จัดการรายสัปดาห์ 21 พฤศจิกายน 2551 19:59 น.
คำถามท้ายเรื่อง
1.สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกคืออะไร
2.การเลือกซื้อหุ้นควรพิจารณาเลือกซื้อด้วยสาเหตุอะไรบ้าง
3.อัตรากำไรต่อหุ้นลดลงเกิดมาจากกลุ่มธุรกิจใดบ้าง
3 ความคิดเห็น:
น.ส.จีราภรณ์ แซ่ลิ้ม 4901202092 (G4)
1.สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกคือปัจจัยเศรษฐกิจโลกซึ่งได้เคยส่งผลกระทบต่อหุ้นไทยด้วยโดยตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวแตะระดับต่ำสุดที่ 384 จุด มีค่าพีอีอยู่ที่ 6.12 เท่าซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดใหม่ นับตั้งแต่ปฎิวัติเมษาฮาวายเมื่อปี 2524 ซึ่งขณะนั้นมีค่าพีอีต่ำสุดที่ 7.26 เท่า ขณะที่โดยทั่วไปตลาดจะมีค่าพีอีเฉลี่ย 10-14 เท่า
2.ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อหุ้นคือ บริษัทที่ออกหุ้นต้องเป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริษัทที่ออกหุ้นกู้เตรียมทุนไว้แล้ว
3.อัตรากำไรต่อหุ้นลดลงเกิดขึ้นจากกลุ่มธุรกิจเดินเรือและกลุ่มธุรกิจพลังงาน
ผู้ตอบ : น.ส.เกศินี เดชากร : 4901202036
1. ปัจจัยเศรษฐกิจโลก การปฎิวัติเมษาฮาวายเมื่อปี 2524 แรงกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศเริ่มผ่อนคลาย ขณะเดียวกันมาตรการพยุงหุ้นต่างๆก็เริ่มทำงาน
2. บริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริษัทที่ออกหุ้นกู้เตรียมทุนไว้แล้ว , ราคาหุ้นต่ำ
3. เกิดจากการที่กลุ่มธุรกิจเดินเรือ กลุ่มพลังงาน ได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัว และราคาน้ำมันที่ลดลง
คำตอบคือ
1. สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกคือปัญหาเศรษฐกิจโลก ซึ่งรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่มีปัญหาทางด้านการเงินทำให้นักลงทุนต่างพากันเทขายหุ้นออกเพราะกังวลกับสถาบันการเงินที่อาจล่มได้ทุกเวลา ทำให้ราคาหุ้นตกต่ำ รวมถึงเศรษฐกิจโลกตอนนี้ที่กำลังย่ำแย่
2. การเลือกซื้อหุ้นควรพิจารณาเลือกซื้อให้ดีโดยไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาหุ้นต่ำเพียงอย่างเดียว เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ควรเน้นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริษัทที่ออกหุ้นกู้เตรียมทุนไว้แล้ว อาจดูรวมไปถึงความน่าเชื่อถือของบริษัท สถานะทางการเงินของบริษัท และปัจจัยอื่นๆอีกด้วย
3. อัตรากำไรต่อหุ้นลดลงเกิดมาจากกลุ่มธุรกิจเดินเรือ กลุ่มพลังงาน ได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัว และราคาน้ำมันที่ลดลง
นางสาว นภาพร ยะตินันท์ เลขทะเบียน 4901202146
แสดงความคิดเห็น