จัดทำบทความโดย
นาย กฤษณกร สารพันวงศ์ เลขทะเบียน 4901202151
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ว่า ส.อ.ท.ได้หารือถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มีปัจจัย 3 ด้าน ที่น่าวิตก คือ 1. ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว 2. ปัญหาการเมืองในประเทศ และ 3. ปัญหาการว่างงาน โดยได้เสนอให้สมาชิกวุฒิสภาช่วยหาทางผลักดันให้รัฐบาลเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณที่รอการใช้จ่าย 100,000 ล้านบาท ให้เร็วที่สุด ควบคู่ไปกับการอัดฉีดเงินงบประมาณกลางปีที่รัฐบาลกำหนดไว้อีก 300,000 ล้านบาท ให้เป็นรูปธรรมใน 3 เดือน หากไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวติดลบได้
“ไตรมาสแรกของปีนี้ หากภาคอุตสาหกรรมยังมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศทยอยเข้ามาก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ในความเป็นจริงแล้วออเดอร์ ทยอยลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกคงขยายตัวได้ลำบาก ปีนี้รัฐบาลจึงต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว โดยเฉพาะเน้นการเติบโตของการใช้จ่ายภายในประเทศ อย่าไปหวังพึ่งตลาดส่งออก เพราะจะมียอดส่งออกที่ลดลงเหมือนกันกับทุกอย่าง และต้องเลิกหวังที่จะพึ่งพาตลาดส่งออกหลัก เช่นสหภาพยุโรป สหรัฐฯ อีกต่อไป เพราะประเทศเหล่านี้ก็เผชิญปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเช่นกัน”
นายสันติกล่าวว่า ส.อ.ท.ยังได้เสนอให้วุฒิ สภาช่วยเร่งผลักดันกฎหมายหลักประกัน ที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสินค้าคงคลังที่ผู้ประกอบการจะสามารถเอามาจำนำหรือเป็นหลักค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะช่วยเหลือให้วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น เนื่องจากปัญหาขณะนี้เงินเฟ้อที่ต่ำลงเริ่มส่งผลให้เกิดภาวะเงินตึงตัว
ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ เป็นลักษณะวิกฤติซ้อนวิกฤติ คือ 1. ความเสี่ยงจากปัจจัยการเมือง-รัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพและสังคมแตกแยกที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2 ปี 2. ความเสี่ยงที่เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่หดตัวส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยและการลงทุนของไทย 3. วิกฤติความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลโดยเฉพาะความวุ่นวายทางการเมืองและปัญหาความมั่นคงชายแดน ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเมื่อเดือน ธ.ค. ลดเหลือเพียง 38.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี และในปีนี้ รัฐบาลก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาการประท้วง ทั้งด้านการเมืองที่แบ่งฝ่าย แรงงานว่างงาน และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
ทั้งนี้ ปัญหาการว่างงานที่สูงขึ้นจะเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของรัฐบาลและสังคมไทย เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะเหลือประมาณ 1.5-2.5% จากปีที่แล้วที่อยู่ระดับ 3.9-4% ทั้งนี้ วิกฤติเศรษฐกิจปีนี้ จะเป็นด้านตลาดส่งออกที่หดตัวลง ส่งผลต่อสภาพคล่องและภาคการผลิตที่ต้องชะงักงัน ภาคส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุน จะมีการขยายตัวที่อาจถึงขั้นติดลบได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด โดยประเมินตัวเลขว่างงานที่สัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไตรมาสแรกผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะเติบโต 0.5-1.0% การว่างงานจะอยู่ที่ 1.8% หรือคิดเป็น 630,000 คน ไตรมาส 2 จีดีพีจะอยู่ที่ 0% ทำให้การว่างงานอยู่ที่ 2.5% หรือประมาณ 1,000,000 คน
“รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหาการว่างงานให้ตรงจุด โดยเสนอให้นำงบประมาณ 25,000 ล้านบาท ของคณะกรรมการแก้ปัญหาการว่างงานมาลงทุนจ้างงานในภาคชนบท และจับคู่แรงงาน ป้อนให้อุตสาหกรรมที่ยังต้องการแรงงานอย่างรวดเร็วที่สุด เพราะรัฐบาลไม่มีเวลาฮันนีมูนแล้ว ซึ่งการว่างงานและราคาพืชเกษตรตกต่ำจะเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล”
ทั้งนี้ จากการสุ่มตัวอย่างของ ส.อ.ท.พบว่าผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของ ส.อ.ท.ทั่วประเทศในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า 96.4% ตอบแบบ สอบถามว่า กิจการที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่หดตัว แบ่งเป็นผลกระทบรุนแรง 2.7% ผลกระทบปานกลาง 53.3% และผลกระทบน้อย 4.4% โดยแนวโน้มการลดจำนวนคนงานและเลิกจ้าง 12.4% ยังไม่แน่ใจว่าจะเลิกจ้างงาน 31.6% และไม่มีนโยบายเลิกจ้าง 56% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเลิกจ้างจะมีสูง แม้ว่าจะเป็นตัวเลขประมาณการแต่สะท้อนให้ภาครัฐจะต้องเตรียมมาตรการรองรับ
ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=118069
คำถามท้ายบทความ
1. ปัจจัย 3 ด้านที่น่าวิตกกังวลของเศรษฐกิจไทยโดยรวม มีอะไรบ้าง
2. ตัวเลขว่างงานที่สัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของไทยจะเป็นอย่างไร
3. สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมมีลักษณะวิกฤติซ้อนวิกฤติ เกิดจากอะไร
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
3 ความคิดเห็น:
นายศิวพงษ์ เจริญสุข
เลขทะเบียน 4901202012
1) 1. ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
2. ปัญหาการเมืองในประเทศ
3. ปัญหาการว่างงาน
2) ไตรมาสแรกผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(จีดีพี) จะเติบโต 0.5-1.0% การว่างงานจะอยู่ที่ 1.8% หรือคิดเป็น 630,000 คน
ไตรมาส 2 จีดีพีจะอยู่ที่ 0% ทำให้การว่างงานอยู่ที่ 2.5% หรือประมาณ 1,000,000 คน
3) 1. ความเสี่ยงจากปัจจัยการเมือง-รัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพและสังคมแตกแยกที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2 ปี 2. ความเสี่ยงที่เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่หดตัวส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยและการลงทุนของไทย 3. วิกฤติความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลโดยเฉพาะความวุ่นวายทางการเมืองและปัญหาความมั่นคงชายแดน
นายชัยวัฒน์ งามชัยวัฒน์
เลขทะเบียน 4901202139
1. คือ 1. ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
2. ปัญหาการเมืองในประเทศ และ
3. ปัญหาการว่างงาน
2. ไตรมาสแรกผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(จีดีพี) จะเติบโต 0.5-1.0% การว่างงานจะอยู่ที่ 1.8% หรือคิดเป็น 630,000 คน
ไตรมาส 2 จีดีพีจะอยู่ที่ 0% ทำให้การว่างงานอยู่ที่ 2.5% หรือประมาณ 1,000,000 คน
3. คือ 1. ความเสี่ยงจากปัจจัยการเมือง-รัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพและสังคมแตกแยกที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2 ปี
2. ความเสี่ยงที่เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่หดตัวส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยและการลงทุนของไทย
3. วิกฤติความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลโดยเฉพาะความวุ่นวายทางการเมืองและปัญหาความมั่นคงชายแดน
นางสาว ธนัชชา บุญมา
เลขทะเบียน 4901202061
1)คือ 1. ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
2. ปัญหาการเมืองในประเทศ และ3. ปัญหาการว่างงาน
2) ใน
ไตรมาสแรกผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(จีดีพี) จะเติบโต 0.5-1.0% การว่างงานจะอยู่ที่ 1.8% หรือคิดเป็น 630,000 คน
ไตรมาส 2 จีดีพีจะอยู่ที่ 0% ทำให้การว่างงานอยู่ที่ 2.5% หรือประมาณ 1,000,000 คน
3) 1. ความเสี่ยงจากปัจจัยการเมือง-รัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพและสังคมแตกแยกที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2 ปี
2. ความเสี่ยงที่เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่หดตัวส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยและการลงทุนของไทย
และ3. วิกฤติความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลโดยเฉพาะความวุ่นวายทางการเมืองและปัญหาความมั่นคงชายแดน
แสดงความคิดเห็น